ประวัติและความเป็นมา
ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (สมัยนั้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) ได้ดำริให้มีการแต่ง ตั้ง พระปริยัตินิเทศก์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ ซึ่งจะ เป็นประโยชน์ต่อครูสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรมากขึ้น เป็นการ สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ ทั้งนี้ ด้วยปรารภว่า ครูสอนพระปริยัติ ธรรม แม้จะมีวุฒิการศึกษานักธรรมหรือเปรียญธรรมก็ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วมิได้ศึกษากระบวนการเรียนการสอน ในหลักสูตร วิชาครูมาโดยตรง ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการถ่ายทอดความรู้หรือเทคนิควิธีการต่างๆ ในการเรียน การสอนพระปริยัติธรรมไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร และมีผลกระทบต่อการพัฒนาการเรียนการสอนพระ ปริยัติธรรม ของคณะสงฆ์
เพื่อประโยชน์ในการที่จะส่งเสริมการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และมุ่งหวังให้เกิด ประโยชน์ ต่อครูสอนพระปริยัติธรรมทั้งหลาย อันจะอำนวยประโยชน์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากขึ้นด้วย จึงได้กำหนด โครงการอบรมครูสอนพระปริยัติธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นพระปริยัตินิเทศก์ โดยใน เบื้องต้นนั้น ก็ได้รับ ความเมตตาอย่างยิ่งจากเจ้าคณะจังหวัดในการพิจารณาคัดเลือกพระภิกษุผู้สอนที่เห็นสมควร เข้ารับการอบรมเพื่อแต่งตั้งเป็นพระปริยัตินิเทศก์ และเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นพระปริยัตินิเทศก์แล้ว ก็จะมีภารกิจ หรือปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การนิเทศ ตลอดถึงช่วยเหลือการจัดการศึกษา และการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการจัด การศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์มากขึ้น

คุณสมบัติพระปริยัตินิเทศก์ในครั้งแรก ๆ นั้น ได้กำหนดให้มีวิทยฐานะเป็นเปรียญเอกขึ้นไป และต่อมาจึงได้เพิ่ม เติม ในส่วนของตำแหน่งพระสังฆาธิการ เจ้าคณะปกครองสงฆ์ ซึ่งปรากฎว่าได้อำนวยประโยชน์ในกระบวนการนิเทศ ให้ บังเกิดผลดีเป็นอย่างมาก สำหรับการดำเนินโครงการอบรมครูสอนพระปริยัติธรรมเพื่อเตรียมเป็นพระปริยัติ นิเทศก์ ในรุ่นแรก ๆ นั้น กำหนดไว้จังหวัดละ ๑ รูปทั่วประเทศ และได้กำหนดจัดโครงการอบรมครั้งละ ๔๕ วัน โดยจัดในแต่ละหน ของการปกครอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมเสริมความรู้ในวิชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการ นิเทศ ซึ่งนอกจากมี วิชาการเทคนิค วิธีการสำคัญ ๆ เกี่ยวกับการนิเทศและการเรียนการสอนแล้ว ยังได้กำหนด ประเด็นหลักที่ พระปริยัตินิเทศก์พึงต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติหรือแนะนำเผยแพร่ได้ เพราะนับเป็นเรื่องสำคัญหนึ่งในกระบวนการนิเทศ คือการเขียนโครงการ การเขียนแผนการสอนและการรายงาน ผลการปฏิบัติงานในแต่ละ ปีการศึกษาด้วย
การปฏิบัติหน้าที่นิเทศครูสอนของพระปริยัตินิเทศก์ในสมัยแรก ๆ นั้น ได้ดำเนินการในรูปแบบหมู่คณะ คือ กำหนดนัดหมายครูสอนในจังหวัดของตนให้มาประชุมพร้อมกัน ณ โรงเรียนหรือสำนักศาสนศึกษาวัดใดวัดหนึ่ง โดยกำหนดจำนวนมากน้อยตามที่เห็นสมควร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภารกิจนิเทศในแต่ละครั้ง ในบางครั้ง พระปริยัตินิเทศก์จะไปทำการนิเทศตามสำนักศาสนศึกษาหรือโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ได้นัดหมายกำหนดไว้ ล่วงหน้าแล้ว

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของพระสงฆ์และคฤหัสถ์ โดยเริ่มจากการสอนพระปริยัติธรรมที่ วัดพระศรีรัตนศาสดารามและย้ายมาที่วัดมหาธาตุในชื่อ “มหาธาตุวิทยาลัย” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เมื่อ พ.ศ. 2439 ต่อมาใน พ.ศ. 2490 ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอน ในระดับมหาวิทยาลัย และพัฒนาหลักสูตรให้ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชาทั้งทางธรรมและสามัญ จนได้รับการรับรองจากรัฐในฐานะมหาวิทยาลัยของรัฐใน พ.ศ. 2540
มหาวิทยาลัยได้ขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติด้วยการจัดตั้งวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ สถาบันภาษา ศูนย์อาเซียนศึกษา และสมาคมมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ตลอดจนการผลักดันให้วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญระดับโลกในองค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การพัฒนาคัมภีร์พระไตรปิฎก งานวิจัย และตำราวิชาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้มหาวิทยาลัยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง การศึกษาพุทธศาสนาโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน.


